R2R เสริมพลัง สร้างสรรค์และพัฒนา home split-top contact us split-top site-map
Best R2R Practice


  เวลาและปริมาณน้ำดื่มที่เหมาะสมในการเตรียมผู้ป่วยนรีเวชเพื่อรับการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงทางหน้าท้อง


โดย นพ. วิทยา ถิฐาพันธ์  รองศาสตราจารย์, อ.พญ. นิศารัตน์ พิทักษ์วัชระ, นส. ประคอง ชื่นวัฒนา, นส. พรเพ็ญ ตันติศิรินทร์, นางสมหมาย วิบูลย์ชาติ, นางวัชราภรณ์ บุตรแสนสี

ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา  ในการตรวจผู้ป่วยที่มีโรคหรือปัญหาทางนรีเวชกรรมด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงทางหน้าท้องนั้น ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการเตรียมตัวด้วยการดื่มน้ำและกลั้นปัสสาวะ เพื่อทำให้เกิด acoustic window คลุมอวัยวะในอุ้งเชิงกราน ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ผู้ตรวจสามารถมองเห็นภาพของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานได้ชัดเจน  ปริมาณปัสสาวะที่มากพอสำหรับการตรวจดังกล่าวควรจะเป็นเท่าใด และผู้ป่วยควรจะต้องดื่มน้ำปริมาณเท่าใดและใช้เวลาในการรอนานเพียงใดจึงจะได้ปริมาณปัสสาวะที่ต้องการเป็นสิ่งที่ ยังไม่เคยมีผู้ใดศึกษาไว้อย่างแน่ชัด  ดังนั้นในทางปฏิบัติ พยาบาลจึงมักจะให้ผู้ป่วยดื่มน้ำปริมาณหนึ่งแล้วให้รอจนกว่าจะรู้สึกปวดปัสสาวะแล้วจึงนำผู้ป่วยเข้ารับการตรวจ  ซึ่งก่อปัญหาค่อนข้างมาก กล่าวคือ ผู้ป่วยบางรายมีปัสสาวะไม่มากพอสำหรับการตรวจและจะต้องดื่มน้ำและรอเพื่อเข้ารับการตรวจใหม่ ในขณะที่ผู้ป่วยบางรายมีปริมาณปัสสาวะมากเกินไปและต้องไปถ่ายปัสสาวะออกบ้างบางส่วนก่อนจะกลับมารับการตรวจใหม่ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยต้องทนทรมานหรือไม่สุขสบายจากการปวดปัสสาวะเพื่อรอรับการตรวจ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว คณะผู้วิจัยจึงคิดจะทำการศึกษาในเรื่องนี้ เพื่อนำผลจากการศึกษาไปประยุกต์ใช้ในการเตรียมผู้ป่วยนรีเวชกรรมก่อนเข้ารับการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงทางหน้าท้องได้อย่างถูกต้องและทำให้ระบบการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วัตถุประสงค์

1. เพื่อหาค่าเฉลี่ยของเวลาและปริมาณน้ำดื่มที่ใช้ในการเตรียมผู้ป่วยที่เหมาะสมเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยทางนรีเวชด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงทางหน้าท้อง

2. เพื่อหาค่าเฉลี่ยของปริมาณปัสสาวะที่เหมาะสมในการตรวจวินิจฉัยโรคหรือความผิดปกติทางนรีเวชด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงทางหน้าท้อง

ระเบียบวิธีวิจัย  เป็นการศึกษาเชิงทดลองชนิดมีกลุ่มเปรียบเทียบ (Randomized experimental study) ซึ่งศึกษาในผู้ ป่วยที่มาขอรับบริการตรวจวินิจฉัยโรคหรือความผิดปกติทางนรีเวชด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง  ณ หน่วยเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลศิริราช จำนวน 93 คน ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2551 ถึง เดือนเมษายน 2552   กลุ่มตัวอย่างทุกคนต้องไปปัสสาวะและเข้ารับการตรวจยืนยันด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงทางหน้าท้องว่าไม่มีปัสสาวะค้างในกระเพาะปัสสาวะ (residual urine) หรือมีปัสสาวะค้างน้อยกว่า 50 มิลลิลิตร หลังจากนั้นกลุ่มตัวอย่างทุกคนจะถูกสุ่มโดยการจับฉลากแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ดื่มน้ำปริมาณ 300, 400 และ 500 มิลลิลิตร  โดยกลุ่มตัวอย่างทุกคนจะดื่มน้ำในปริมาณที่กำหนด และได้รับการตรวจวินิจฉัยด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงทางหน้าท้องเมื่อเริ่มรู้สึกปวดปัสสาวะหรือเมื่อเวลาครบ 45 นาทีภายหลังการดื่มน้ำ  และในกรณีที่ปริมาณปัสสาวะไม่มากพอสำหรับการวินิจฉัยกลุ่มตัวอย่างก็จะได้รับการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงซ้ำทุก 10 นาที จนกระทั่งปัสสาวะมีปริมาณมากเพียงพอสำหรับการวินิจฉัย

ผลการศึกษา  เวลาเฉลี่ยที่ผู้ป่วยกลุ่มตัวอย่างใช้ในการรอเข้ารับการตรวจวินิจฉัยภาวะทางนรีเวชด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงทางหน้าท้องได้ คือ 62.46 นาที โดยเวลาเฉลี่ยที่ใช้ในการรอของกลุ่มที่ดื่มน้ำปริมาณ 300, 400 และ 500 มิลลิลิตร คือ 68.65, 64.70 และ 54.38 นาที ตามลำดับ ซึ่งไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยปริมาณปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะซึ่งทำให้ตรวจผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิผลมีค่าเฉลี่ย 284.33 มิลลิลิตร

การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจำ  ผลการของการวิจัยทำให้หน่วยงานของเราสามารถเปลี่ยนแปลงการจัดระบบนัดหมายผู้ป่วยเพื่อเข้ารับการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงได้อย่างถูกต้อง ตามลำดับขั้นตอน ทำให้การเคลื่อนไหวของงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่สับสนวุ่นวาย ลดเวลาการทำงาน และยังลดความทุกข์ทรมานจากการปวดปัสสาวะที่มีปริมาณมากเกินไปของผู้ป่วยได้ด้วย ผลวิจัยครั้งนี้ยังสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้แก่หน่วยงานอื่นที่ทำงานเช่นเดียวกันทั้งในระดับชาติและระดับสากลที่จะนำผลงานจากการวิจัยนี้ไปปรับใช้ในงานของตนเองได้เลย ซึ่งองค์ความรู้ดังกล่าวได้รับการยอมรับแล้วในระดับนานาชาติจากการที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ คือ International Journal of Gynecology and Obstetrics (Titapant V,et al. Influence of water intake on the waiting time prior to gynecologic transabdominal ultrasound. Int J Gynecol Obstet (2009), doi : 10.1016 / J.ijgo. 2009. 01.020.)

บทเรียนที่ได้รับ  งานวิจัยที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่ทำยาก  เชิงลึก หรือใช้เทคโนโลยีขั้นสูง แต่ควรเป็นงานวิจัยที่มีประโยชน์ สามารถนำผลวิจัยมาใช้ตอบคำถามหรือปัญหาจากงานประจำที่ตัวเองประสบอยู่ได้ และน่าจะก่อประโยชน์ในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้แก่หน่วยงานอื่นทั้งระดับชาติและนานาชาติได้ด้วย     

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

1.  มีการประชุมเพื่อพัฒนาหน่วยงานอย่างสม่ำเสมอ แล้วนำปัญหาที่พบมาแลกเปลี่ยนกัน และเลือกบางปัญหาเพื่อทำวิจัยหาคำตอบ

2.  มีผู้นำทางความคิด และมีผู้ร่วมมือที่มีความสัมพันธ์กันเป็นอย่างดี

3.  มีการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชาอย่างดี

4.  มีแหล่งเงินทุนเพื่อการวิจัย R2R อย่างชัดเจน

5.  มีหน่วยสนับสนุนการวิจัยของคณะ ฯ เพื่อช่วยให้คำแนะนำในการทำวิจัยเป็นอย่างดี



วันที่ประกาศ: 19 มิถุนายน 2552 จำนวนคนอ่าน: 593 คน   
  


แสดงความเห็น  

ชื่อ :   *
อีเมล์ :  

รายละเอียด :  
 *
รูปภาพแสดงอารมณ์ :  
รูปภาพ :  
  กรุณาใช้ภาพที่มีขนาดความกว้างไม่เกิน 400 พิกเซล
 
กรอกอักษรพิเศษ :  

 
* กรอกอักษรตามภาพที่เห็น

 

 


สมาชิก
 ลืมรหัสผ่าน
ลงทะเบียนนักวิจัย
ทะเบียนนักวิจัย R2R
ภาคี R2R
รวมความรู้ทำวิจัย R2R
แลกเปลี่ยนเรียนรู้

Link R2R ÊÀÒ¡ÒªÒµÔä·Â Ê ¤ Ê
   
ดูทั้งหมด >>
สวรส.